f
title
สำนักงานทางหลวงที่ 11
Office Of Highways 11
วิสัยทัศน์ : ระบบทางหลวงที่สะดวกปลอดภัย เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
 
ข่าวสารทางหลวง
title
กรมทางหลวง ยันนโยบายคมนาคมไม่ได้สั่งรื้อเกาะกลางทำแบริเออร์ ให้เริ่มกับโครงการใหม่หรือปรับปรุงเกาะสีเดิมเท่านั้น ยันช่วยลดความรุนแรงอุบัติเหตุ เปิดรูปแบบเกาะกลางถนนกรมทางหลวงจะใช้แบบผสมผสาน แบริเออร์-แบบยก

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า จากกรณีมีสื่อมวลชนนำเสนอข่าวประเด็น “ทล.-ทช. งานเข้ารื้อแบบสร้างทางใหม่ หวั่นผู้ใช้ถนนอันตราย” โดยมีเนื้อหาว่า กรมทางหลวง( ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) จะดำเนินการรื้อเกาะกลาง เพื่อใช้แบริเออร์แปะแผ่นยางพารา (Rubber Fender barrier) นั้น กรมทางหลวง ขอชี้แจงว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้มีนโยบายให้ทุบรื้อเกาะกลางเดิมที่เป็นแบบเกาะยก เพื่อทำใหม่เป็นแบริเออร์ แต่ได้สั่งการให้ดำเนินการในโครงการก่อสร้างใหม่ หรือปรับปรุงเกาะสีที่มีอยู่เดิมเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาถนนที่เป็นเกาะสี จะเกิดอุบัติเหตุรถวิ่งข้ามเลนสวนกัน ชนประสานงารุนแรงบ่อยครั้ง และมีผู้เสียชีวิต กรมทางหลวงจะดำเนินการนำแท่ง Rubber Fender Barrier มาวางเฉพาะพื้นที่เกาะกลางถนนที่เป็นเกาะสี เพื่อป้องกัน และลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นบนถนนทางหลวง นอกจากนี้ถนนที่จะออกแบบใหม่ในปีงบประมาณ 2563 ขนาด 4 ช่องจราจร และ 6 ช่องจราจร จะมีการออกแบบระบบ Rubber Fender Barrier เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุเช่นกัน เพราะจากผลการวิจัยพบว่า การใช้แท่ง Concrete Barriers โดยมีแผ่นยางกันกระแทกคลุมแท่งคอนกรีต จะช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุลงได้ไม่น้อยกว่า 30% อย่างไรก็ตามการเลือกใช้แบริเออร์แทนการปรับปรุงเป็นเกาะยก เพราะมีราคาถูกกว่า ทำได้เร็ว ปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง และไม่เกิดการวิ่งข้ามเลนมาชน รูปแบบเกาะกลางที่ กรมทางหลวงจะเลือกใช้กับถนนของ กรมทางหลวง จะใช้เป็นเกาะกลางแบบแบริเออร์เป็นหลัก ซึ่งนิยมใช้กับทางหลวงที่มีความกว้างเขตทางแคบ และเป็นรูปแบบฉนวนกั้นที่ดีที่สุดด้านความปลอดภัย โดยออกแบบให้มีระยะปลอดภัยด้านข้าง (Lateral Clearance) ระหว่างช่องจราจรกับเกาะกลาง นายสราวุธ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่าการใช้เกาะกลางแบบแบริเออร์ เป็นรูปแบบที่มีข้อได้เปรียบด้านความปลอดภัย รองรับความเร็วได้สูงกว่า ค่าก่อสร้างไม่สูง มีความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างมากกว่า จัดการจราจรได้ดี ใช้เวลาก่อสร้างน้อย เมื่อเทียบกับเกาะยกปลูกหญ้า อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงน้อย ทำให้ช่วยประหยัดเงินค่าก่อสร้างเกาะกลาง และลดค่าบำรุงรักษาเกาะกลางในการตัดหญ้าและรดน้ำต้นไม้ ขณะเดียวกันยังเป็นการใช้พื้นที่ในการเวนคืนอย่างเต็มที่ และที่สำคัญจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน และช่วยให้ชาวสวนยางพาราขายยางพาราได้มากขึ้นด้วย   2 พฤศจิกายน 2562 ฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมทางหลวง
title
กรมทางหลวง ก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 122 สาย ทางเลี่ยงเมืองนครสวรรค์(ด้านตะวันตก) แล้วเสร็จ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดระยะเวลาในการเดินทางสู่ภาคเหนือ

กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างทางที่ 1 ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 122 สาย ทางเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ (ด้านตะวันตก) ระหว่าง กม. 0+000 - กม. 12+600 (เว้น กม. 11+458 - กม. 12+425) ระยะทางประมาณ 12.117 กิโลเมตร โดยทำการยกระดับคันทางเดิมที่ระดับต่ำแล้วก่อสร้างชั้นทางใหม่ ขนาด 4 ช่องจราจร (ไปกลับข้างละ 2 ช่องจราจร) เกาะกลางแบบกดเป็นร่อง (Depressed Median) รวมทั้ง ปรับปรุงทางแยก จุดกลับรถ พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยและไฟฟ้าแสงสว่าง ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานบูรณะทางหลวงสายหลักระหว่างภาค สำหรับทางหลวงหมายเลข 122 สาย ทางเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ (ด้านตะวันตก) เปิดใช้งานมาประมาณ 10 ปี ทำให้เกิดการชำรุดเสียหายและน้ำท่วมในพื้นที่บริเวณที่มีระดับต่ำ กรมทางหลวงจึงมีโครงการปรับปรุงและยกระดับความสูงของด้านคันทางให้สูงขึ้น ซึ่งเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวและลดระยะเวลาให้ผู้ใช้ทางที่ไม่ประสงค์จะเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น
title
โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6)

ความเป็นมาของโครงการ             โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา หรือทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข M6 เป็นหนึ่งโครงการสําคัญที่มีความจําเป็นเร่งด่วน โดยได้รับการบรรจุในแผนมาตรการเร่งรัดการลงทุน Action Plan ของกระทรวงคมนาคม และมาตรการเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP Fast Track) ของกระทรวงการคลัง เพื่อเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ปัจจุบันกรมทางหลวงอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างงานโยธาซึ่งแบ่งออกเป็น 40 สัญญา เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด สำหรับการก่อสร้างงานระบบ การดำเนินงานและการบำรุงรักษาภายหลังจากโครงการเปิดให้บริการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 อนุมัติให้กรมทางหลวงเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนและบริหารจัดการ ในรูปแบบ PPP Gross Cost ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างงานระบบและจัดเก็บรายได้ทั้งหมดส่งมอบให้แก่ภาครัฐ โดยภาคเอกชนจะได้รับค่าจ้างตอบแทนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา พร้อมทั้งจ่ายคืนค่าก่อสร้างงานระบบตามกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด  อ่านรายละเอียด